• ตุลาคม 16, 2021

ตำนาน มวยไทย คู่คนไทย ตั้งแต่โบราญ

มวยไทย

ตำนาน มวยไทย คู่คนไทย ตั้งแต่โบราญ มวยไทยเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของคนไทยที่สืบทอดกันมานาน เป็นทั้งการต่อสู้ป้องกันตัวและกีฬา ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่า เกิดขึ้นครั้งแรกในสมัยใด แต่ถือว่ามวยไทยเป็นศิลปะการต่อสู้ของไทยเช่นเดียวกับกังฟูของจีน ยูโดและคาราเต้ของญี่ปุ่น และเทควันโดของเกาหลีเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับมวยไทย สมัยอยุธยา สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๘ หรือพระเจ้าเสือ โปรดการชกมวยมากจนทรงปลอมพระองค์มาชกมวยกับชาวบ้าน และชนะคู่ต่อสู้ถึง ๓ คน ดังที่สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ระบุไว้ในหนังสือ ศิลปะมวยไทยว่า พระเจ้าเสือได้ปลอมแปลงพระองค์เป็นสามัญชน มาชกมวยกับนักมวยฝีมือดีของเมืองวิเศษไชยชาญ และสามารถชกชนะนักมวยเอกถึง ๓ คน ได้แก่ นายกลาง หมัดตาย นายใหญ่ หมัดเหล็ก และนายเล็ก หมัดหนัก โดยทั้ง ๓ คน ได้รับความพ่ายแพ้อย่างบอบช้ำจากฝีมือการชกมวยไทยของพระองค์เมื่อพระมหากษัตริย์โปรดการชกมวยไทยเช่นนี้ ทำให้มีการฝึกมวยไทยกันอย่างแพร่หลายในราชสำนัก และขยายไปสู่บ้านและวัด โดยเฉพาะวัด ถือเป็นแหล่งประสิทธิ์ประสาทวิชามวยไทยเป็นอย่างดี เพราะขุนศึกเมื่อมีอายุมากมักบวชเป็นพระ และสอนวิชาการต่อสู้ให้แก่ลูกศิษย์ที่ดี หรือมีความกตัญญูรู้คุณ โดยเฉพาะนักมวยเด่นในยุคหลังๆ ก็เกิดจากการฝึกฝนกับพระสงฆ์ในวัดแทบทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้การฝึกมวยไทยจึงแพร่หลาย และขยายวงกว้างไปสู่สามัญชนมากยิ่งขึ้นนักมวยที่มีฝีมือดีมีโอกาสเข้ารับราชการให้ก้าวหน้าได้ โดยเฉพาะการเป็นทหารในส่วนราชการที่เรียกว่า ทนายเลือก ซึ่งเป็นกรมที่ดูแลนักมวย ที่มีหน้าที่พิทักษ์รักษาความปลอดภัยให้แก่พระมหากษัตริย์เมื่อครั้งที่นายขนมต้มถูกจับเป็นเชลย และถูกกวาดต้อนไปอยู่ที่กรุงอังวะ ประเทศพม่า เมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๐ พม่าได้จัดให้มีการฉลองชัยชนะ ในการทำสงครามกับไทย และสุกี้พระนายกองได้คัดเลือกนายขนมต้มให้ขึ้นชกกับนักมวยพม่า นายขนมต้มสามารถชกชนะนักมวยพม่าได้ถึง ๑๐ คน ดังที่ รังสฤษฎิ์ บุญชลอ กล่าวไว้ว่า “พม่าแพ้แก่นายขนมต้มหมดทุกคนจนถึงกับพระเจ้ากรุงอังวะตรัสชมเชยว่า คนไทยถึงแม้จไม่มีอาวุธในมือ มีเพียงมือเปล่า ๒ ข้าง ก็ยังมีพิษสงรอบตัว” แสดงให้เห็นว่านักมวยไทยมีฝีมือเป็นที่เลื่องลือ  ในสมัยที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงเป็นเจ้าเมืองตาก ได้มีทหารเอกคู่ใจที่มีความสามารถด้านมวยไทยมาก และอยู่ในชั้นแนวหน้าของทนายเลือก ชื่อว่า นายทองดี ฟันขาว หรือจ้อย ชาวเมืองพิชัย ซึ่งต่อมาได้เป็น พระยาพิชัยดาบหัก เจ้าเมืองพิชัย

ตำรับมวยไทย 5 ตำรับมวยไทย

มวยไทยนั้นมีหลักการพื้นฐานเดียวกัน คือ การใช้หมัด เท้า เข่า ศอก และศีรษะ ก่อเกิดกระบวนท่าทางต่าง ๆ นับร้อย ๆ กระบวนท่า โดยในแต่ละท้องที่ได้พัฒนาความสามารถและความถนัดในเชิงมวยที่แตกต่างกัน ซึ่งสะท้อนออกมาในลักษณะของความชำนาญในเชิงมวยและเทคนิควิธี โดยเฉพาะการคาดเชือกมีการเปรียบเปรยความสามารถเชิงมวยของท้องถิ่นต่างๆ ว่า “หมัดหนัก โคราช ฉลาดลพบุรี ท่าดีไชยา ไวกว่าท่าเสา ครบเครื่องพลศึกษา”

  1. มวยลพบุรี เป็นมวยที่ชกฉลาด รุกรับคล่องแคล่วว่องไว ต่อยหมัดตรงได้แม่นยำ เรียกว่ามวยเกี้ยว หมายถึงมวยที่ใช้ชั้นเชิงเข้าทำคู่ต่อสู้โดยใช้กลลวงมากมาย เคลื่อนตัวอยู่เสมอ หลอกล่อ หลบหลีกได้ดี สายตาดี รุกรับและออกอาวุธหมัด เท้า เข่า ศอกได้อย่างรวดเร็ว
  2. มวยโคราช มีการแต่งกาย การคาดเชือก การจดมวย การฝึกซ้อม การร่ายรำ และรูปแบบวิธีการชกที่เป็นเอกลักษณ์ โดยเฉพาะการชกหมัดวงกว้างหนักหน่วงเรียกว่า “หมัดเหวี่ยงควาย”
  3. มวยไชยา เป็นศิลปะมวยประจำถิ่นอำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีชื่อเสียงมาแต่ครั้งสมัยรัชการที่ 5 นอกจากการใช้หมัด เท้า เข่า ศอก แล้วยังมีวิชาการต่อสู้เช่น การ “ทุ่ม ทับ จับ หัก” การเรียนการสอนเริ่มตั้งแต่เรียนป้องกันตัว “ป้อง ปัด ปิด เปิด” จากนั้นจึงเรียนลูกไม้มวยไทยต่าง ๆ ต่างจากมวยทั่วไปที่เน้นการโจมตีปรมาจารย์ไชยาที่มีชื่อเสียงคืออาจารย์เขตร ศรียาภัย
  4. มวยท่าเสา อุตรดิตถ์ มีความโดดเด่นในการจดมวยกว้างและให้น้ำหนักตัวไปทางด้านหลัง เท้าหน้า สัมผัสพื้นเบาๆ ทำให้ออกมวยได้ไกล รวดเร็วและรุนแรง หมัดหน้าห่างจากหน้าสูงกว่าไหล่ หมัดหลังจะต่ำ และอีกมวยหนึ่งในสายของพระยาพิชัยดาบหักนั้น เป็นทั้งมวยอ่อนและแข็ง สามารถรุกรับตามสถานการณ์ รู้วิธีรับก่อนรุก เรียนแก้ก่อนผูก เรียนรู้จุดอ่อนจุดแข็งของตนเองและคู่ต่อสู้
  5. มวยพลศึกษา เป็นมวยที่ฝึกมาจากสายอื่น ๆ บ้างแล้ว เมื่อมาเรียนต่อที่สถาบันการพลศึกษา ได้เรียนรู้กลยุทธ์เพิ่มเติมโดยมีอาจารย์กิมเส็ง ทวีสิทธิ์ ปรมาจารย์มวยที่มีชื่อเสียง มีความเชี่ยวชาญหมัดซึ่งศึกษามาจากหม่อมเจ้าวิบูลย์สวัสดิ์วงศ์ สวัสดิกุล ซึ่งได้ทรงศึกษาการชกมวยสากลของประเทศไทย จนได้ชื่อว่าเป็นบิดามวยสากลของประเทศไทย นอกจากหมัดแล้วยังเน้นความเร็ว จังหวะเข้า – ออก อย่างแคล่วคล่องว่องไว เรียกได้ว่ามวยพลศึกษาเป็นมวยครบเครื่อง

เครื่องรางของขลัง มวยไทย

  • เครื่องรางของขลัง หมายถึง วัตถุมงคลที่ใช้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของนักมวย สามารถป้องกันอันตรายได้ ซึ่งนักมวยเชื่อว่าจะทำให้อยู่ยงคงกระพันชาตรี แคล้วคลาด มหาอุด คุ้มกำลัง มีมงคลสำหรับสวมศีรษะและประเจียดผูกติดกับต้นแขน ทำด้วยสายสิญจน์หรือผ้าดิบที่เกจิอาจารย์เป็นผู้เขียนอักขระหัวใจมนต์ คาถา และเลขยันต์ แล้วถักหรือม้วนพันด้วยด้ายหรือสายสิญจน์ ห่อหุ้มด้วยผ้าซึ่งผ่านพิธีกรรมจากครูบาอาจารย์ อิทธิฤทธิ์ ความศักดิ์สิทธิ์แห่งพิธีกรรม อำนาจของไสยเวทย์
  • มงคล คือ เครื่องผูกศีรษะ และมงคลสูงสุดของนักมวย หมายถึง ความมีลาภ เคราะห์ดี ความสุข ความระมัดระวัง ถือเป็นความศักดิ์สิทธิ์ เป็นของสูง เป็นเครื่องรางของขลังที่สามารถป้องกันภัยให้กับนักมวยได้ มงคลมักทำจากด้ายหรือเชือกหรือผ้าดิบหลายชิ้นที่ลงอักขระ หัวใจมนตรา คาถา อาคม และเลขยันต์กำกับ นำมาถักและขึ้นรูปเป็นวงกลมให้กระชับศีรษะ
  • ประเจียด คือ เครื่องผูกแขน เป็นเครื่องรางของขลังอีกอย่างหนึ่งของนักมวย เชื่อกันว่าเป็นเครื่องรางที่คุ้มกันตัวนักมวยไทย ทำด้วยเชือกหรือผ้าลงเลขยันต์และอักขระมนตรา ส่วนมากทำจากผ้าดิบสีแดง ใช้ผูกที่ต้นแขนหรือคล้องคอก็ได้

แม่ไม้มวยไทย

  1. สลับฟันปลา – กลไม้นี้เป็นไม้ครูเบื้องต้นของการหลบออกวงนอกเพื่อจะได้ใช้อาวุธเข้าไม้อื่นต่อไป
  2.  ปักษาแหวกรัง – กลมวยไม้นี้เป็นไม้ครูของการเข้าสู่วงใน เพื่อใช้ลูกไม้ต่าง ๆ ต่อไป
  3.  ชวาซัดหอก – กลมวยไม้นี้ใช้เป็นหลักสำหรับหลบหมัดตรงออกทางวงนอกแล้วโต้ตอบด้วยศอก
  4. อิเหนาแทงกริช – ไม้นี้เป็นหลักใช้รับหมัดชกตรงด้วยการใช้ศอกเข้าคลุกวงใน
  5.  ยอเขาพระสุเมรุ – ไม้นี้ใช้รับหมัดตรงในลักษณะก้มตัวเข้าวงในให้หมัดผ่านศีรษะไป แล้วต่อยปลายคางด้วยหมัด
  6. ตาเถรค้ำฟัก – ไม้นี้ใช้ป้องกันหมัด โดยใช้แขนเปิดขึ้นปัดหมัดที่ชกมาแล้วต่อยหมัดสวนที่ปลายคาง
  7. มอญยันหลัก – ไม้นี้เป็นไม้รับหมัดด้วยการใช้เท้ายันหรือถีบเข้าที่ยอดอกหรือท้อง
  8. ปักลูกทอย – ไม้นี้ใช้รับการเตะเฉียง โดยใช้ศอกกระแทกเข้าที่หน้าแข้ง
  9.  จระเข้ฟาดหาง – ไม้นี้ใช้สันเท้าฟาดหลัง เมื่อคู่ต่อสู้ชกมาสุดแรง แล้วเสียหลักเปิดส่วนหลังว่างแล้วให้หมุนตัวเตะด้วยลูกเหวี่ยงส้นเท้าที่ไต อาจทำให้ไตพิการได้
  10. หักงวงไอยรา – ไม้นี้ใช้แก้การเตะ โดยตัดกำลังขาด้วยการใช้ศอกกระทุ้งเข้าที่โคนขา
  11.  นาคาบิดหาง – ไม้นี้ใช้รับการเตะ โดยใช้มือทั้งสองจับปลายเท้าบิด พร้อมทั้งใช้เข่ากระทุ้งเพื่อให้หักหรือเดาะ
  12. วิรุฬหกกลับ – ไม้นี้ใช้ป้องกันการเตะ โดยใช้ส้นเท้ากระแทกที่บริเวณโคนขาทำให้เคล็ดจนขาแพลงไป
  13. ดับชวาลา – กลมวยไม้นี้ใช้แก้การชกหมัดตรง โดยชกสวนเข้าสู่บริเวณใบหน้าหรือลูกตา
  14. ขุนยักษ์จับลิง – กลมวยไม้นี้ใช้ฝึกหัดแบบแรกเรียกว่ารวมไม้ โดยฝ่ายรุกต่อย เตะ ศอก เป็นชุดออกไป ฝ่ายรับก็รับหมัด รับเตะ รับศอก เป็นชุดไปเช่นกัน
  15. หักคอเอราวัณ – กลมวยไม้นี้ใช้บุกจู่โจมในขณะที่คู่ต่อสู้เดินมวยเข้าหาแล้วงอเข่าหน้ามากเหมือนบันได ให้เดินขึ้นไปเหยียบแล้วเข่าเหมือนก้าวขึ้นบันได แล้วต่อด้วยตีศอกที่กลางศีรษะ

ลูกไม้มวยไทย

ลูกไม้มวยไทย หมายถึง ท่าของการใช้ศิลปะมวยไทยที่แยกย่อยออกไปจากแม่ไม้ มีลักษณะที่ละเอียดอ่อนมากมายหลายอย่าง ซึ่งผู้ฝึกจะต้องผ่านการฝึกหัดแม่ไม้มวยไทยก่อน จึงจะฝึกลูกไม้ให้ได้ดี บูรพาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิได้จัดแบ่งลูกไม้มวยไทยออกเป็น 15 ลูกไม้

  1. เอราวัณเสยงา – ไม้นี้ใช้แก้หมัด โดยใช้การหมุนตัวปัดหมัดและชกสวนออกไปด้วยหมัดเสยปลายคาง
  2. บาทาลูบพักตร์ – ไม้นี้ใช้มือปัดหมัดแล้วถีบตรงสวนขึ้นสู่เป้าหมายใบหน้าของคู่ต่อสู้
  3. ขุนยักษ์พานาง – ไม้มวยนี้ใช้การสืบเท้าเข้ากอดตัว แล้วขัดขาทุ่มด้วยสะโพก ปัจจุบัน กลมวยไม้นี้ใช้ไม่ได้บนเวที
  4. พระรามน้าวศร – กลมวยไม้นี้ใช้รับศอกที่ตีมาจากด้านบน โดยงอขาต่ำลง งอแขน ใช้ท่อนแขนยันศอกไว้ แล้วชกสวน

5. ไกรสรข้ามห้วย – ไม้นี้ใช้แก้เท้าที่เตะมาหมายใบหน้า โดยถีบสวนไปที่เท้าที่ยืนเป็นเท้าหลักของคู่ต่อสู้

6. กวางเหลียวหลัง – กลมวยไม้นี้ใช้จู่โจมด้วยการถีบหรือเตะก่อน แล้วจึงตามด้วยลูกเตะหรือส้นเท้าที่ปลายคางหรือลิ้นปี่

7. หิรันต์ม้วนแผ่นดิน – กลมวยไม้นี้เป็นแม่ไม้ของการศอกกลับหลังในลักษณะหมุนตัวเข้าไปตามอาวุธที่คู่ต่อสู้ใช้มา จะเป็นเข่า หมัด เตะ ใช้ม้วนเข้าศอกกลับหลังได้ทั้งสิ้น

8. นาคมุดบาดาล – กลมวยไม้นี้ใช้ก้มตัวลอดเท้าที่เตะมา แล้วถีบเข้าที่เท้ายืนเป็นหลักให้หงายหลังล้มไป

9. หนุมานถวายแหวน – กลมวยไม้นี้ใช้แก้หมัดหรือเท้าของคู่ต่อสู้ โดยการหมุนตัวเข้าวงใน พุ่งหมัดคู่เสยเข้าที่ปลายคาง

10. ญวนทอดแห – ไม้นี้เป็นไม้แก้ถีบ โดยปัดให้เสียหลักแล้วก้าวออกข้าง เตะสวนเข้าพับในของคู่ต่อสู้

11. ทะแยค้ำเสา – กลมวยไม้นี้ใช้แก้เตะหรือถีบโดยก้มตัวลงถีบเท้าที่เป็นหลักให้หงายหลังล้มไป

12. หงส์ปีกหัก – กลมวยไม้นี้ใช้แก้หมัด โดยสืบเท้าเข้าวงใน ใช้ศอก กระแทกหัวไหล่ให้หลุดหรือเคล็ดได้

13. สักพวงมาลัย – ไม้นี้ใช้เข้าประชิดตัวใช้ศอกเสยหรือศอกกระทุ้งเข้าที่ชายโครงหรือลิ้นปี่

14. เถรกวาดลานวัด – กลมวยไม้นี้ใช้จู่โจมส่วนล่างโดยการเตะตัดขาอย่างรุนแรง สามารถจะทำให้เท้าแพลงและหัวฟาดพื้นได้

15. ฝานลูกบวบ – กลมวยไม้นี้ใช้สืบเท้าเข้าประชิดตัว แล้วตีศอกเฉียงเข้าใบหน้า

ประวัตินายขนมต้ม

นายขนมต้ม เกิดวันอังคาร เดือนยี่ ปีมะเมีย พ.ศ. 2293 ในสมัยพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระครั้งกรุงศรีอยุธยา ที่บ้านกุ่ม (ปัจจุบันคือ ตำบลบ้านกุ่ม อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา) บิดาชื่อนายเกิด มารดาชื่อนางอี่ มีพี่น้อง 2 คน คือนางเอื้อง ถูกพม่าฆ่าตายเมื่อเล็ก ๆ  และ นายขนมต้ม

นายขนมต้มต้องอยู่วัดตั้งแต่เล็กๆ อายุประมาณ 10 ขวบพ่อแม่ถูกพม่าฆ่าตายหมด และ เริ่มฝึกวิชามวยไทยตั้งแต่เริ่มแตกหนุ่ม จนในสมัยพระเจ้าเอกทัศน์ กรุงศรีอยุธยาต้องเสียแก่พม่าจึงถูกกวาดต้อนไปเมืองพม่า

นายขนมต้มได้สร้างชื่อเสียงให้กับกรุงศรีอยุธยาและชาติไทย โดยอาศัยความสามารถในเชิงหมัดมวย ดังข้อความตอนหนึ่งว่า….ในสมัยกรุงศรีอยุธยา เรามีนักมวยไทย คือ นายขนมต้ม ออกไปแสดงฝีไม้ลายมือถึงเมืองพม่า การชกมวยของนายขนมต้มนั้น ทางวงการมวยของเราได้ถือเป็น “วันนักมวย” คือ วันที่ 17 มีนาคม ในพงศาวดารกล่าวว่า เมื่อพระเจ้าอังวะโปรดให้ปฏิสังขรณ์และก่อเสริมพระเจดีย์เกศธาตุในเมืองย่างกุ้งเป็นการใหญ่นั้น ครั้นงานสำเร็จลงในปี พ. ศ. 2317 พอถึงวันฤกษ์งามยามดี คือวันที่ 17 มีนาคม จึงโปรดให้ทำพิธียกฉัตรใหญ่ขึ้นไว้บนยอดเป็นปฐมฤกษ์ แล้วได้ทรงเปิดงานมหกรรมฉลองอย่างมโหฬาร ขุนนางพม่ากราบทูลว่า “นักมวยไทยมีฝีมือยิ่งนัก” พระเจ้าอังวะจึงตรัสสั่งให้เอาตัวนายขยมต้มนักมวยดีมีฝีมือตั้งแต่กรุงเก่ามาถวาย พระเจ้าอังวะได้ให้จัดมวยพม่าเข้ามาเปรียบ (ชก) กับนายขนมต้ม โดยจัดให้ชกต่อหน้าพระที่นั่ง ปรากฏว่าขนมต้มชกชนะพม่าไม่ทันถึงยกก็แพ้ถึงเก้าคนสิบคนก็สู้ไม่ได้ พระเจ้าอังวะทอดพระเนตรยกพระหัตถ์ตบพระอุระตรัสสรรเสริญนายขนมต้มว่า “ไทยมีพิษทั่วตัว แม้มือเปล่าไม่มีอาวุธเลย สู้ได้คนเดียวชนะถึงเก้าคนสิบคน” ฉะนั้นวันมีชัยของนายขนมต้ม คือวันที่ 17 มีนาคม จึงถือเป็นวันเกียรติประวัติของนักมวยไทย

สำหรับชาวพระนครศรีอยุธยา ได้สำนึกในบุญคุณของนายขนมต้มและถือเป็นเกียรติศักดิ์คนดีศรีอยุธยา จึงได้พร้อมใจกันสร้าง “อนุสาวรีย์นายขนมต้ม” ไว้ที่บริเวณสนามกีฬากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อเป็นอนุสติเตือนใจและให้ลูกหลานไทยยึดถือเป็นแบบอย่างสืบไป

ประวัติวันมวยไทย กำเนิดวันมวยไทย

ในการสถาปนาวันมวยไทยได้มีการประชุดความคิดจากผู้ทรงคุณวุฒิสาขาต่างๆ เพื่อพิจารณาบรรพบุรุษไทยตั้งแต่พระมหากษัตริย์จนถึงสามัญชน นับจากพ่อขุนรามค าแหงมหาราช สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๒ (สมเด็จพระนเรศวรมหาราช) สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๘ (สมเด็จพระพุทธเจ้าเสือ) พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระยาพิชัยดาบหัก และนายขนมต้ม

ทั้งนี้ เมื่อศึกษาพระราชประวัติ พระคุณลักษณะ พระเอกลักษณ์ที่โดดเด่นด้านศิลปะมวยไทยของบรรพบุรุษไทยทั้งหมดแล้ว จึงมีมติให้เลือกวันส าคัญวันใดวันหนึ่งของสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๘ เป็นวันมวยไทย เนื่องด้วยสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๘ เป็นพระมหากษัตริย์ที่โปรดการชกมวยและได้เสด็จไปทรงชกมวยกับสามัญชน นอกจากนี้แล้วยังทรงคิดท่าแม่ไม้ ไม้กลมวยไทยขึ้นมาเป็นแบบฉบับ ที่รู้จักกันในนาม ต ำรำมวยไทยพระเจ้ำเสือ เป็นมรดกตกทอดสืบมาจนถึงปัจจุบัน จึงได้ก าหนดให้ วันเสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติ วันที่ ๖ กุมภาพันธ์ เป็นวันมวยไทย

สถาปนาวันมวยไทย หนึ่งในความสำคัญของ ประวัติมวยไทย

มวยไทยเป็นศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวที่สำคัญที่ยิ่งของชนชาติไทย เป็นหนทางหนึ่งที่จะยืนยันและประกาศให้คนทั่วโลกรับรู้ว่า มวยไทยเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของคนไทยที่มีการพัฒนาควบคู่กับวิถีชีวิตของคนไทยมาอย่างยาวนาน และเพื่ออนุรักษ์ ส่งเริม และเผยแพร่อย่างกว้างขว้างทั้งในและต่างประเทศ

วันที่ ๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ คณะรัฐมนตรีมีมติให้วันที่ ๖ กุมภาพันธ์ของทุกปีเป็นวันมวยไทย โดยถือกำเนิดที่สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๘ (สมเด็จพระพุทธเจ้าเสือ) เสด็จขึ้นครองราชย์ (๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๒๔๕) ด้วยพระองค์มีพระปรีชาสามารถทางด้านมวยไทยอย่างยิ่ง

นอกจากนี้แล้วยังส่งเสริมให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมจัดกิจกรรมต่างๆ ได้แก่ การเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๘ (สมเด็จพระพุทธเจ้าเสือ) การส่งเริมคุณค่าของศิลปะมวยไทย การไหว้ครูมวยไทย การเฉลิมฉลองและการแข่งขันต่างๆการยกย่องเชิดชูเกียรติ และการส่งเสริมมวยไทยในต่างประเทศ

writer

Read Previous

สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *